Site Loader

เรื่องน่ารู้กับสัญลักษณ์บนเครื่องสำอาง เครื่องลำอางเป็นของคู่กายกับสาวๆอยู่แล้ว แต่บางคนก็อาจจะไม่รู้ว่าสัญลักษณ์บนเครื่องสำอางที่ทางแบรนด์เขาได้ใส่มาให้คืออะไรบ้าง ? วันนี้เราเลยได้นำสัญลักษณ์บนเครื่องสำอางเหล่านั้นมาบอกรายละเอียดว่าคืออะไรและสัญลักษณ์นั้นบอกข้อมูลอะไรบ้าง ?

เรื่องน่ารู้กับสัญลักษณ์บนเครื่องสำอาง

เครื่องสำอาง

เครื่องสำอางเป็นสารที่ใช้เพิ่มเติมความสวยงามให้กับร่างกายมนุษย์ นอกเหนือจากอุปกรณ์รักษาความสะอาดโดยทั่วไป การใช้งานเครื่องสำอางมีใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก จำนวนบริษัทผลิตเครื่องสำอางในปัจจุบันมีเป็นจำนวนน้อยเปรียบเทียบกับธุรกิจชนิดอื่น โดยบริษัทส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในระดับนานาชาติ มากกว่าระดับท้องถิ่น

เครื่องสำอาง

ประวัติเครื่องสำอาง

การใช้เครื่องสำอางจัดเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่มีมาแต่สมัยโบราณ มีการค้นพบว่า มีการใช้เครื่องสำอางมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ จีน อินเดีย และต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยชาวกรีกเป็นชาติแรกที่มีการแยกการแพทย์และเครื่องสำอางออกจากกิจการทางศาสนา และยังถือว่าการใช้เครื่องสำอางเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติต่อร่างกายให้ถูกต้องสม่ำเสมอจนเป็นกิจวัตรประจำวัน

ศิลปะการใช้เครื่องสำอางและเครื่องหอมได้ถึงขีดสุดในระหว่าง 2 ศตวรรษแรกแห่งจักรวรรดิโรมัน แล้วค่อยๆ เสื่อมลง และเมื่อจักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลายลงในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ศิลปะการใช้เครื่องสำอางจึงแพร่หลายเข้าสู่ทวีปยุโรป นอกจากนี้ ชาวอาหรับก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในการผลิตเครื่องสำอาง โดยได้มีการดัดแปลง แก้ไขส่วนผสมต่างๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีคุณภาพดีขึ้น เช่น การใช้กรรมวิธีการกลั่นเพื่อให้มีความบริสุทธิ์สูง การใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลาย เป็นต้น

เมื่อศิลปะการใช้เครื่องสำอางได้แพร่หลายเข้าสู่ในประเทศฝรั่งเศสมากขึ้น เจ้าหน้าที่ชาวฝรั่งเศสได้พยายามเสนอให้มีการแยกกิจการด้านเครื่องสำอางไว้เฉพาะ โดยให้แยกออกจากกิจการด้านการแพทย์ เนื่องจากกิจการด้านการแพทย์และเครื่องสำอางต้องอยู่ในการควบคุมของกฎหมายในระหว่างปี ค.ศ. 1400 – ค.ศ. 1500 และความพยายามก็ประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1600 ศิลปะการใช้เครื่องสำอางได้แยกออกมาจากกิจการด้านการแพทย์อย่างชัดเจน ต่อมาในปี ค.ศ. 1800 ได้มีการรวบรวมและแยกแยะความรู้ในด้านศิลปะการใช้เครื่องสำอางออกเป็นหลายๆ ประเภท เช่น เภสัชกร ช่างเสริมสวย นักเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งต้องใช้ความรู้ที่ได้มาจากเภสัชกรรมและครื่องสำอางมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละอาชีพ

การผลิตเครื่องสำอางในช่วงแรกๆ นั้น ยังมีกรรมวิธีการผลิตที่ไม่แน่นอน เครื่องสำอางบางประเภทมีขายในร้านขายยา การผลิตเป็นความรู้ส่วนบุคคลที่ได้รับสืบทอดมาหรือได้จากการศึกษาค้นคว้า ลองผิดลองถูก จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ได้มีผู้นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิตแทนวิธีเก่า และเมื่อผลิตเครื่องสำอางแต่ละชนิดจะมีเครื่องหมายการค้าชัดเจน และมีกรรมวิธีในการผลิตที่แน่นอน ทำให้เครื่องสำอางที่ผลิตขึ้นมีคุณภาพ สามารถเพิ่มรายได้ให้กับผู้ผลิต ทำให้มีการเพิ่มการผลิต และพยายามปรับปรุงคุณภาพของเครื่องสำอางให้มีคุณภาพสูงขึ้น

ต่อมาได้มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เข้ามาปรับปรุงคุณภาพของเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาเคมี ได้มีส่วนเข้ามาช่วยในการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางให้มีคุณภาพสูง ในการผลิตแต่ละครั้งต้องมีส่วนประกอบที่คงที่ ได้ผลิตภัณฑ์อย่างเดียวกัน มีหลักการเลือกใช้วัตถุดิบที่ได้มาตรฐานในการผลิต และมีการตรวจสอบคุณสมบัติ ตลอดจนการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

ในปี ค.ศ. 1895 ได้มีการเปิดสอนวิชาการเครื่องสำอางในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรก ทำให้นักศึกษาได้รู้จักวิธีการใช้เครื่องสำอางชนิดต่างๆ ในการรักษาผิวหนังและเส้นผม ต่อมาการศึกษาวิชานี้ได้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว

สัญลักษณ์บนเครื่องสำอาง

1. Period-after-opening Symbol หรือ PAO symbol 

ที่จะเป็นลักษณะ กระป๋อง แล้วมีตัวเลขกำกับ พร้อมตัว M  หมายถึง เมื่อมีการเปิดใช้แล้ว เครื่องสำอางนั้นๆ จะมีอายุการใช้งานตามจำนวนตัวเลขที่แจ้ง 3M = 3 เดือน , 6M = 6 เดือน , 12M = 12 เดือน 

Period-after-opening Symbol
2. Leaping Bunny Symbol หรือ Cruelty Free 

จะมีลักษณะเป็น วงกลม แล้วมีคาด ตัวกระต่ายไว้ หรือ เป็นรูปกระต่ายแล้วมีอักษรกำกับว่า NOT TESTED ON ANIMAL มีความหมายว่า ไม่มีการใช้สัตว์ในการทดลองผลิตภัณฑ์นี้

Leaping Bunny Symbol
3. Paraben Free Symbol 

รูปวงกลมสีเขียว พร้อมอักษร PARABEN FREE เครื่องสำอางที่มีสัญลักษณ์ นี้ มีความหมายว่า  เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าผลิตภัณฑ์นี้ไม่ส่วนผสมของสารกันเสียชนิด Paraben  ซึ่ง Paraben เป็นสารเคมีที่เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบสำคัญ ที่มีหน้าที่ช่วยรักษาสภาพเครื่องสำอางไม่ให้เสีย ขึ้นรา หรือเสื่อมสภาพอันเกิดจากสิ่งแวดล้อม แบคทีเรีย และเชื้อรา โดยทำงานประหนึ่งสารกันเสียก็ว่าได้ แต่ก็มีบางงานวิจัยระบุว่าเจ้าพาราเบนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายนั้นอาจจะไม่ปลอดภัยเสียเท่าไหร่เพราะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง บางแบรนด์เครื่องสำอางจึงเลือกที่จะใช้พาราเบนที่สกัดจากธรรมชาติเพราะไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ทว่ามันก็ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีราคาสูงขึ้นอีกเล็กน้อย

Paraben Free Symbol
4. Estimated Symbol หรือ e-mark 

มีลักษณะเป็นรูป ตัว e  หมายถึง ปริมาณที่บรรจุ ตรงตามที่ระบุ เป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป

Estimated Symbol
  5. Green Dot Symbol 

วงกลมสีเขียวๆ แล้วมีลูกศรในวงกลม สัญลักษณ์นี้เรียกว่า Green Dot  หมายถึง ผลิตภัณฑ์นี้จะไม่ก่อให้เกิดมลภาวะกับสิ่งแวดล้อม เพราะเงินส่วนหนึ่งที่เราซื้อผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ จะนำไปเป็นค่ากำจัดขยะอย่างถูกต้อง ผู้ผลิตต้องทำสัญญารับรองเงื่อนไข และการใช้เครื่องหมาย Green Dot นี้ หากบริษัทผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม  จะต้องเป็นผู้ที่จ่ายค่ากำจัดขยะ โดยส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ทางโซนยุโรป เช่น อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน เป็นต้น

Green Dot Symbol
 6. Refer to Insert Symbol 

สัญลักษณ์ที่มีรูปร่างคล้ายหนังสือ หมายความว่า คุณจะพบคำอธิบายเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์อยู่ด้านในบรรจุภัณฑ์ ในรูปแบบแผ่นพับเล็กๆ เพื่ออธิบายส่วนผสมแบบละเอียด คำเตือน หรือข้อควรระวังต่าง ๆ

Refer to Insert Symbol
 7. Dermatologist Tested 

หมายถึงผลิตภัณฑ์นั้นผ่านการตรวจสอบโดยแพทย์ผิวหนัง

Dermatologist Tested
 8. Hypo-Allergenic 

หมายถึงการทดสอบทางการแพทย์ที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นการทดสอบที่ถูกควบคุมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยเฉพาะ เพื่อรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่นั้นมีความอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการแพ้และระคายเคือง หรือออกแบบมาเพื่อผิวแพ้ง่าย (designed for sensitive skin)

Hypo-Allergenic
 9. Non-comedogenic 

หมายถึง ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นไม่มีส่วนผสมที่ทำให้เกิดรูขุมขนอุดตัน

Non-comedogenic

นี่ก็เป็นสัญลักษณ์บนเครื่องสำอางที่เราได้มาบอกให้ทุกๆคนรู้เวลาใช้จะได้ใช้ถูก แล้วเราก็ยังมีเรื่องน่ารู้มากมายให้ได้ติดตามนะ อย่างเช่นมาทำความรู้จักกับ สายพันธ์ยุง และสำหรับคนที่ชอบดูหนังเราอยากแนะนำเดือนประจำเดือนสิงหาคมน่าดูกับ 5 หนังน่าชม เดือนสิงหาคม ที่คุณต้องไปตามดูแน่นอนมีแต่เรื่องน่าดูทั้งนั้น